3 หลักการ เตรียมความพร้อมรอความตายในโลกปัจจุบัน

3 หลักการ เตรียมความพร้อมรอความตายในโลกปัจจุบัน

สวัสดีชาวโลก...ไม่ได้มีโอกาสเขียนบล็อกซะนานเลย แค่ปีเดียวเอง...ฮาๆ ผมได้ศึกษาแนวทางของพุทธศาสนามาสักระยะ ทำให้รู้ว่าหลักการใช้ชีวิตมากขึ้น จะใช้ชีวิตยังไงให้ไม่เดือดร้อนตัวเอง และเดือนร้อนผู้อื่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างไร?
ที่ชื่อว่า รักษาผู้อื่น ด้วยการส้องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระทำให้มาก
บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่า รักษาผู้อื่น อย่างนี้แล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร
ที่ชื่อว่า รักษาตน ด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิต
ประกอบด้วยเมตตา ด้วยความ เอ็นดู บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน
อย่างนี้แล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน
พึงเสพ สติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น
บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น
บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน.

โดยเป้าหมายในการใช้ชีวิตของผมก็คือ "เป็นคนแก่ที่ไม่เดือนร้อนผู้อื่น” ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นได้ทั่วไปว่าเมื่อคนเราแก่ชราแล้วมักจะต้องพึ่งผู้อื่นเสมอ เช่น พึ่งพี่น้องให้เลี้ยงดู พึ่งหมอให้รักษา พึ่งรัฐบาล เป็นต้น ผมมีความคิดว่าเราควรจะพึ่งพาตนเองก่อนเสมอ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปพึ่งพาคนอื่น 

และคนเราทุกคนนั้นมีความตายเป็นเบื้องหน้า ทำให้ผมมีความคิดที่จะทำยังไงให้เราเตรียมตัวตายได้ตลอดเวลา โดยที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา เราจะได้ไม่ต้องห่วงหน้า หรือกังวลหลัง ทำให้เราตายไม่สงบอีก

ผมเลยอยากแชร์วิธีการที่ผมกำลังทำอยู่ว่า ผมมีวิธีการเตรียมความพร้อมรอความตายยังไง ผมไม่ได้จะบอกว่าวิธีของผมนั้นดีที่สุด ทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสบาย 

สุขภาพ  

เริ่มต้นด้วยการรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผมสามารถได้ และใช้งบประมาณน้อยที่สุด โดยแบ่งเป็นสามส่วนดังนี้

ออกกำลังกาย
ผมจะออกกำลังกายเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยกิจกรรมที่บ่อยๆ ก็คือ ว่ายน้ำ และตีแบต ซึ่งการว่ายน้ำผมถือว่าเป็นกีฬาที่ทำให้ร่างกายเราบาดเจ็บน้อยที่สุด และเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย โดยโยคะก็เป็นอีกกิจกรรมที่กำลังจะเริ่มทำอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้เริ่มสักที ฮาๆ

ทำสมาธิ
ประโยชน์การทำสมาธิไม่ต้องพูดถึง คุณสามารถค้นหาได้จาก google ได้เลย ในปีก่อนๆ ผมไม่ค่อยทำสมาธิสักเท่าไร แต่ในปีนี้ผมได้เริ่มนั่งสมาธิทุกเช้า และก่อนนอนเป็นเวลา 10 นาที โดยเริ่มทำตั่งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ผลออกมาทำสำเร็จไป 75% ของเดือน ซึ่งเป้าหมายระยะสั้นของการนั่งสมาธิก็คือ 66 วัน โดยมีแอพ habitbull ช่วยบันทึก 

ตารางนั่งสมาธิ

โดยการหลักการนั่งสมาธินั้นผมได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุอบรมอย่างไร ทำให้มากอย่างไร จึงเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับพลัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ตาม อยู่ ณ โคนไม้ก็ตาม อยู่ในสถานที่สงัดก็ตามนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติบ่ายหน้าสู่กรรมฐาน
ภิกษุนั้นย่อมมีสติ  หายใจเข้า มีสติ  หายใจออก
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้สึกว่า หายใจเข้ายาว หรือ
เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้สึกว่า หายใจออกยาว
เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกว่า หายใจเข้าสั้น หรือ
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้สึกว่า หายใจออกสั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุอบรมแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานสงบไปได้โดยฉับพลัน.

กินอาหาร

การกินอาหารถือว่าสำคัญ เพราะเป็นช่องทางที่เราสามารถนำโรคต่างๆ เข้ามาได้ และถ้ากินผิดชีวิตอาจเปลี่ยนได้เลย ซึ่งหากใครมีเป้าหมายว่า "ผอมและสุขภาพดี” ผมมีหลักง่ายๆ ในการกินดังนี้

  • งดเหล้างดเบียร์ กินเป็นบ้างครั้ง
  • งดอาหารเค็ม หวาน มัน ปิ้ง ย่าง ทอด
  • กินผักให้เยอะขึ้นในแต่ละมื้อ
  • ไม่เสียเวลานับแคลอลี่ของมื้ออาหาร ให้มุ่งเน้นไปเรื่องสารอาหารที่จะได้รับ เช่น วันนี้ออกำลังกายหนักๆ ก็กินโปรตีนเยอะหน่อย เป็นต้น
  • ไม่ควรกินอาหารจนอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนักเกินไปทำให้เสียสุขภาพ

ส่วนรายละเอียดเชิงลึกผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “กิน หลับ ขยับตัว”

การเงิน

"เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แต่เกือบทุกอย่างในชีวิตซื้อได้ด้วยเงิน” ผมถือว่าเป็นประโยคเด็ดของเรื่องเงินเลย เพราะสุดท้ายขนาดตายไปแล้วยังต้องใช้เงินเลย -_- ฉะนั้นทุกช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดมานั้นเกี่ยวข้องกับเงินทั้งสิ้น เราจะบริหารเงินยังไง ไม่ให้เดือนร้อนตัวเองและเดือนร้อนผู้อื่น ผมมีวิธีดังนี้

ทำบัญชีเงินได้ส่วนตัว
ผมจะทำเป็นตารางแบ่งเป็นสามส่วนคือ 

  • รายจ่ายคงที่ เช่น ให้พ่อแม่, ค่าโทรศัพท์, ค่าประกัน เป็นต้น
  • รายจ่ายไม่คงที่ เช่น ค่าไฟ, ค่าน้ำมันรถ, ค่าออกกำลังกาย , ค่าซื้อของเข้าบ้าน, ค่ากินแต่ละวัน เป็นต้น 
    รายจ่ายไม่คงที่นั้นผมจะประเมิณเอาว่าเราจะต้องสำรองไว้เท่าไร เช่น ออกกำลังกายผมคิดว่าจะใช้ประมาณ 1,200 ต่อเดือน ก็จะดึงเงินมาเก็บไว้เลย 1,200 ตอนต้นเดือนเพื่อจ่ายตอนออกกำลังกาย ซึ่งเงินในส่วนของรายจ่ายไม่คงที่จะหมุนขึ้นลงตลอด แต่จะไม่มากจนเกินไปเพื่อไม่ให้กระทบเงินส่วนอื่น
  • เงินออมและลงทุน เช่น rml, กองทุนรวม, เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นต้น
    ส่วนของเงินออม และลงทุนนั้นผมใช้วิธีแบบ DCA (Dollar-cost average) คือลงในกองทุนรวมทุกเดือน โดยในทุกๆ ต้นปีผมจะหากองทุนที่เหมาะสม และคำนวณภาษีคราวๆ ที่จะเสีย จากนั้นก็หา RMF หรือ LTF ลงทุนเพื่อลดภาษี

จากนั้นแยกบัญชีตามความเหมาะสม อย่าเอาไปกระจุกอยู่บัญชีเดียวไม่งั้นจะสับสนได้ ทุกๆ ต้นเดือนผมจะย้ายเงินไปบัญชีต่างๆ ที่ผมเตรียมไว้ ปัจจุบันมี 4 บัญชีเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายตนเอง 

ออมเงินให้ได้ประมาณ 30% ทุกเดือน (สำหรับมนุษย์เงินเดือน)
ตอนนี้ผมทำได้ 28% ผมนำเงินออมนี้ไปลงทุนใน RMF และกองทุนรวมอื่นๆ ตามความเหมาะสม (การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาให้ละเอียดก่อนทุกครั้ง) 

ทำบัญชีฉุกเฉิน 
บัญชีนี้มีไว้เพื่อว่าไม่มีงานทำ หรือหารายได้ไม่ได้ ห้ามนำออกมาใช้ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ ถ้าถามว่าต้องเก็บเท่าไรให้คิดแบบนี้

รายจ่ายทั้งหมดแต่ละเดือน คูณ 6 เดือน = เงินในบัญชีฉุกเฉิน

นั้นหมายความว่าผมจะอยู่ได้ในหกเดือนหลังจากไม่มีรายได้เลย ซึ่งผมมองว่าภายในหกเดือนผมน่าจะหาอะไรทำให้มันเกิดรายได้บ้างละ ถ้าไม่มีจริงๆ ก็คงขโมยข้าวหมากินละกัน ฮาๆ

ทำบัญชีสำรองเงินสด
บัญชีนี้ทำไว้เพื่อกรณีไปกินเหล้า หรือไปเที่ยว หรือจ่ายค่าอะไรก็ตามแต่ที่มันจะเกิดขึ้นมากระทันหันแล้วต้องใช้เงินสดทันที ผมจะกดเงินจากบัญชีนี้ออกมาก่อนเสมอ จากนั้นต้องหาเงินมาคืนบัญชีนี้ทันที ผมถือว่าบัญชีนี้เป็นบัญชีเจ้าหนี้ของผม ยกตัวอย่าง สมมติบัญชีนี้มีเงิน 1,000 บาท ผมดันไปกินเหล้าแล้วเกินงบที่ตั้งไว้ (เป็นประจำ ฮาๆ) ผมก็จะหยิบเงินในบัญชีนี้มาจ่าย จากนั้นผมต้องหาเงินมาคืนบัญชีนี้ให้ครบ 1,000 บาทเสมอ 

ทำบัตรเครดิต
บัตรเครดิตทำให้ขีวิตเราสบายขึ้นจริงๆ รูดๆ อย่างเดียวไม่ต้องพกเงินสด ฮาๆ แต่ถ้าใช้เพลินก็กลายเป็นหนี้ได้นะจ๊ะ ฉะนั้นหลักการของผมก็คือ

จะใช้บัตรซื้อสินค้า หรือบริการอะไรก็ตามที่คิดว่าผมมีเงินสดไปจ่ายทุกสิ้นเดือน

นั้นก็คือทุกสิ้นเดือนผมจะจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้ครบทุกบาททุกสตางค์ตลอด เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตโหดมาก แต่ประโยชน์ของบัตรเครดิตก็คือ ไม่ต้องมีเงินสด, ผ่อนสินค้า 0% และเอาแต้มสะสมแลกอย่างอื่นต่อ

เรื่องการเงินพระพุทธเจ้าก็ได้สอนไว้ ผมขอตัดพระสูตรสั้นๆ มาให้อ่าน

พ๎ยัคฆปัชชะ ! สมชีวิตา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ รู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และ รายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.

ทำหลักประกัน

เมื่อเราบริหารเงินแล้วเราก็นำเงินมาซื้อหลักประกันในการใช้ชีวิตดีกว่า เพราะทุกสิ้นทุกอย่างล้วนอนิจัง ฉะนั้นเราต้องวางแผนไว้ก่อนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในภายหลังได้ และยังทำให้เราไม่ต้องเดือนร้อนผู้อื่นด้วย

ซื้อประกันอุบัติเหตุ
ผมขับมอไซต์ประจำ ฉะนั้นเสี่ยงโครตๆ เพราะมันคือหนังหุ้มเหล็ก ยิ่งขับในกรุงเทพด้วยจะตายตอนไหนยังไม่รู้เลย ฮาๆ แต่ที่ยังขับอยู่เพราะมันทำเวลาได้เร็ว และผมชอบขับมอไซต์มากกว่ารถยนต์ครับ ฉะนั้นผมเลยซื้อประกันอุบัติเหตุเอาไว้ด้วย 

ซื้อประกันชีวิต
ประกันชีวิตมีหลายรูปแบบมาก ผมอ่านแล้วก็สับสนโครตๆ แต่ประกันชีวิตที่ผมซื้อไว้ก็คือ ชำระเบี้ยทุกปีเป็นเวลา 20 ปี และจะได้เงินคืนตอนอายุ 90 ปี หรือหากตายก่อน 90 ปีจะได้เงินคืนมา ผมเลือกประกันแบบนี้เพราะผมคิดง่ายๆ หากตายแล้วก็ต้องจัดงานศพ ฉะนั้นจัดงานศพก็ต้องใช้เงิน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เดือนร้อนเงินคนอื่นมาจัดงานศพ ก็ต้องใช้เงินตัวเองเนี้ยเละ ฮาๆ คิดดูขนาดตายไปแล้วถ้าไม่วางแผนดีๆ ยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก 

ซื้อประกันสุขภาพ
จากใจเลยว่า การซื้อประกันสุขภาพไม่เคยอยู่หัวเลย "เพราะคิดว่าตัวเองสามารถดูแลสุขภาพได้ดีมาตลอด สู่เอาเงินที่จ่ายประกันสุขภาพมาจ่ายค่าออกกำลังกาย ค่าอาหารที่มีประโชยน์ จะดีกว่า” นี่คือความคิดเมื่อปีก่อนๆ แต่มาปีนี้เพื่อความไม่ประมาณตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ผมควรจะซื้อประกันสุขภาพไว้สักตัว เพราะถ้าทำตอนสุขภาพแข็งแรง เบี้ยจะถูก แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อกำลังหาข้อมูลที่จะซื้ออยู่...

เขียนพินัยกรรม
จริงๆ ทรัพย์สินผมก็ไม่ได้มีอะไรเยอะหรอก แต่จะเขียนพินัยกรรมไว้เพื่อประโยชน์ผู้อื่นมากกว่า ซึ่งหลังจากผมตายแล้วทรัพย์สินของผมต่างๆ จะไปให้ใครยังไง เราก็ควรจะเป็นคนกำหนดเอง ดีกว่าให้ญาติพี่น้องมาแย่งกัน ฮาๆ พูดเหมือนรวยเลย แต่อันนี้ยังไม่เริ่มต้นเขียนนะกำลังศึกษาหาวิธีการเขียนอยู่ แต่ต้องรีบเขียนเพราะไม่แน่พรุ่งนี้ผมอาจจะตายเลยก็ได้...

ทั้งหมดสามหลักการก็มีประมาณนี้ ซึ่งใครจะนำไปใช้ก็ไม่ว่าอะไร หากใครอ่านแล้วคิดว่าผมยังควรต้องทำอะไรเพิ่มก็เสนอมาได้นะครับ สุดท้ายผมอยากให้ทุกท่านมีสติ มีสัมปชัญญะ รอคอยการตาย

ภิกษุ ท. !
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ
เมื่อรอคอยการทำกาละ :
นี้เป็นอนุสาสนีของเรา สำหรับพวกเธอทั้งหลาย.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ตามเห็น
กายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
ออกเสียได้ ; เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่
เป็นประจำ... ; เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ... ;
เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด
อภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
อย่างนี้แล ภิกษุ ท. ! เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็น
อย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบ
ในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง,
การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรง
สังฆาฏิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม,
การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง
การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนิ่ง.
อย่างนี้แล ภิกษุ ท. ! เรียกว่าภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ.
ภิกษุ ท. !
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ
เมื่อรอคอยการทำกาละ :
นี้แล เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย

0

Add new comment