หน้าท้องแบนราบ ผิวพรรณสดใสด้วยการกินอาหารวันละมื้อ

ช่วงที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปบวชในศาสนาพุทธ และศึกษาพุทธวจน ปัญหาอย่างหนึ่งที่เจอก็คือ ต้องฉัน (กิน)อาหารมื้อเดียว โดยปกติผมจะกินอาหาร 3-4 มื้อต่อวันด้วยซ้ำ เป็นคนที่กินเยอะแต่จะไม่อ้วน หลายๆ คนรู้สึกอิจฉาละสิ ผมสูง 178 ซม. แต่นำ้หนักไม่เคยเกิน 65 เลย เฉลี่ยอยู่ที่ 55-60 ด้วยซ้ำ 

ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังคิดอยู่ว่า เราจะอยู่ได้ไงวะให้กินวันละมื้อ และก็สงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะไหม มีแรงปฎิบัติธรรมไหม หรือสงสัยผมต้องผอมจนเหลือกระดูกก็คราวนี้ และก็ยังสงสัยอีกว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงสินใจให้ภิกษุฉันอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อเท่านั้น

จริงๆ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเหตุและผลของการฉันเพียงหนึ่งมื้อต่อวันไว้อย่างน่าสนใจ แต่มันก็ยังคงเป็นเหตุผลของทางปฎิบัติอยู่ดี มันยังคงไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้ว่า การกินอาหารเพียงหนึ่งมื้อต่อวันมันดีต่อสุขภาพยังไง?

จนวันหนึ่งผมได้ไปอ่านเจอหนังสือชื่อ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” ของนายแพทย์ โยะชิโนะริ นะงุโมะ ตัวนายแพทย์ผมไม่รู้จักเขาหรอกฮาๆ แต่ชื่อเรื่องมันน่าสนใจมาก ทำให้ผมหยุดยืนดูอยู่สักพัก และได้ลองเปิดเข้าไปแบบสุ่มขึ้นมา 1 หน้าก็เจอกับคำว่า “การดำเนินชีวิตด้วยการกินอาหารวันละมื้อที่คุณเองก็ทำได้อย่างแน่นอน”

ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี

เอาเว้ย คุณหมอพูดเหมือนกับพระพุทธเจ้าเลยวะ ให้กินวันละมื้อพอ ผมเลยตัดสินใจซื้อมาอ่านทันที เพื่อที่อยากจะรู้ว่าจริงๆ แล้วประโยชน์ของการกินอาหารวันละหนึ่งมื้อ ในหลักของวิทยาศาสตร์นั้นมันมีการอธิบายว่ายังไงบ้าง 

โดยภายในหนังสือจะบอกไว้ 3 หัวข้อหลักๆ เพื่อที่จะทำให้เรามีร่างกายแข็งแรง อ่อนเยาว์ และสวยงาม

1. กินอาหารวันละมื้อ

ภายในหนังสือจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหมดว่า ร่างกายเรามียีนแบบไหนบ้าง ทำหน้าที่อะไร และทำไมถึงต้องกินวันละหนึ่งมื้อก็เพียงพอแล้ว และยังไขข้อสงสัยต่างๆ ที่พวกเราอาจจะกังวลว่า “กินมื้อเดียว สารอาหารจะครบหรอ?”, “ไม่กินอาหารเช้า ไม่เป็นโรคกระเพาะหรอ?” หรือ “กินไม่ครบสามมื้อร่างกายจะแย่เอานะ”

โดยภายในหนังสือได้อธิบายไว้หมด และวิธีปฎิบัติสำหรับคนที่จะเริ่มต้นกินอาหารวันละหนึ่งมื้อทำได้ยังไงในยุคปัจจุบัน (หนังสือเขียนในปี 2012 และถูกแปลเป็นไทยในปี 2014) 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสการฉันเพียงหนึ่งมื้อไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! มีอยู่คราวหนึ่ง พวกภิกษุได้ทำให้จิตของเรา มีความยินดีเป็นอันมาก เราขอเตือนภิกษุทั้งหลาย ไว้ในที่นี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย! เราฉันอาหารวันละหนเดียว เมื่อเราฉันอาหารวันละหนเดียวอยู่แล รู้สึกว่ามีโรคน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลังและเป็นอยู่อย่างผาสุก

ภิกษุทั้งหลาย! ถึงพวกเธอ ก็จงฉันอาหาร วันละหนเดียวเถิด ถ้าพวกเธอฉันอาหารวันละหนเดียว เธอจะรู้สึกว่ามีโรคน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลังและเป็นอยู่อย่างผาสุก”.

กกจูปมสูตร ๑๒/๒๐๓

2. กินผักทั้งใบ เปลือก และราก กินปลาทั้งตัว รวมทั้งธัธพืชเต็มเม็ด

ประโยชน์และวิธีการกินของทั้งชิ้น กินปลาทั้งตัวกินยังไง กินผักทั้งใบ เปลือก และรากกินยังไงให้ได้สารอาหารครบ

ซึ่งนายเเพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้ที่ป่วย 6 โรค คอเลสเตอรอลสูง, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน หนัก 113 กิโลกรัม, ตับอักเสบเรื้อรัง และเม็ดเลือดเเดงมากผิดปกติ แต่คุณหมอรักษาโดยไม่ใช้ยาเลย ได้กล่าวไว้เช่นกัน (https://www.youtube.com/watch?v=sP6fVTT6Q40) และ (https://www.youtube.com/watch?v=1YPoyY_4K3s)

3. นอนหลับในช่วงสี่ทุ่มจนถึงตีสอง

จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมประหลาดใจมากที่สุด เพราะก่อนที่ผมจะมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วในเรื่องของ “ชาคริยานุโยค” ก็คือส่วนประกอบของความเพียร พระพุทธเจ้าได้บอกให้นอนช่วงเวลานี้เช่นกัน

“ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจาก อาวรณียธรรม (กิเลสที่กั้นจิต) ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดวันยังค่ำไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี,

ครั้นยามกลางแห่งราตรี นอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น,

ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณียธรรม ด้วยการเดินจงกรมและการนั่ง อีก.

ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น.

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย หน้า ๑๑๔๑

ตามรอยธรรม หน้า ๕๕”

***พระศาสดาทรงแบ่งราตรีออกเป็น 3 ยาม 

จึงประมาณนับตั้งแต่หกโมงเย็น ถึงหกโมงเช้า มี 12 ชั่วโมง  

(พระศาสดาไม่ได้กำหนดเช่นนี้นะครับ แต่ประมาณคราวๆ เอาเอง เพราะต้องดูนิยามคำว่า ราตรี กับ อรุณ ร่วมด้วย) 

ดังนั้น ยามแรกของราตรี คือ 18:00 น.- 22:00 น.

ยามที่สองของราตรีคือ 22:00 น. - 02:00 น. 

ยามที่สามคือ 02:00 น. - 06:00 น.***

และนายเเพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ คนเดิมครับ ก็ได้กล่าวเรื่องการนอนช่วงสี่ทุ่มถึงตีสองไว้เช่นกัน (https://www.youtube.com/watch?v=sP6fVTT6Q40) และ  (https://www.youtube.com/watch?v=1YPoyY_4K3s)

และในหนังสือเล่มนี้ก็ได้บอกประโยชน์ของการนอนพักผ่อน และอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ไว้หมดแล้ว

สำหรับตัวผมเอง เคยได้กินอาหารวันละหนึ่งมื้อเป็นเวลาระยะเวลา 4 เดือนในตอนบวชพุทธศาสนา  สิ่งที่สัมผัสได้ก็คือ ไม่เป็นโรคกระเพาะ, ไม่ได้ผอมลงไปกว่าเดิม ยังคงน้ำหนักอยู่ประมาณ 58-60 กิโลกรัม และก็ยังคงมีแรงทำกิจอย่างอื่น เช่น กวาดใบไม้, ล้างห้องน้ำ, ทำความสะอาดพื้นฐานหินต่างๆ ถายในวัด และเดินบิณฑบาทได้ทุกวัน วันละประมาณ 5-8 กิโลเมตร 

และที่สำคัญพระที่บวชในช่วงเวลาเดียวกัน จากคนที่เคยอ้วนหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ก็ลดลงมาเหลือ 65-75 กิโลกรัม แทบทุกคนและไม่ค่อยมีใครเป็นโรคอะไรเลย ยกเว้นแต่เขามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

พอผมมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หลังจากที่เคยได้ลองปฎิบัติชาคริยานุโยค และดูรายการของนายเเพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ มาแล้ว ทำให้ผมมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีกว่า วิธีการแบบนี้จะทำให้เราสามารถ ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน, หน้าท้องที่แบนราบ, สุขภาพกายและจิตแข็งแรงได้ และที่สำคัญผิวพรรณดีขึ้นแน่นอนครับ

ในปัจจุบัน ณ. ช่วงเวลาที่เขียนบทความ ผมได้ลองทำตามในหนังสือดูแล้ว โดยการไม่กินอาหารกลางวัน กินเฉพาะเช้ากับเย็น เริ่มแรกๆ คงแค่นี้ก่อนฮาๆ เดียวพออยู่ตัวคิดว่าค่อยปรับเหลือมื้อเดียวคือมื้อเย็น ถ้าได้ผลอย่างไร ผมจะมาเขียนให้อ่านอีกครั้ง 

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ปล. ขอบคุณนายแพทย์ทั้งสอง และพระพุทธเจ้า 

12

Add new comment

Sun, 02/08/2015 - 11:34

ที่ท่านกล่าวว่า "ในปัจจุบัน ณ. ช่วงเวลาที่เขียนบทความ ผมได้ลองทำตามในหนังสือดูแล้ว โดยการไม่กินอาหารกลางวัน กินเฉพาะเช้ากับเย็น เริ่มแรกๆ คงแค่นี้ก่อนฮาๆ เดียวพออยู่ตัวคิดว่าค่อยปรับเหลือมื้อเดียวคือมื้อเย็น ถ้าได้ผลอย่างไร ผมจะมาเขียนให้อ่านอีกครั้ง " นายแพทย์บุญชัย อิศราพิศิษฐ์ กล่าวว่าเวลาทองแห่งการนอนคือช่วงสี่ทุ่มถึงตีสอง โดยให้ท้องว่างตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็น ไม่ทราบว่าท่านปฏิบัติไปถึงไหน ได้ผลอย่างไร ช่วงบอกให้ทราบด้วยครับ

In reply to by สุวัช จตุรานน (not verified)

Mon, 02/09/2015 - 13:26

ขอบคุณที่ให้ความสนใจเรื่องสุขภาพนะครับ ผมต้องบอกก่อนว่าในะระยเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ลองกินอาหารเป็นสองมื้อ แต่ก็จะมีเฉพาะบ้างวันที่ทานสามมื้อตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ถ้าพูดเป็นเปอร์เซ็นก็คงบอกได้ว่า

ในระยะเวลา 1 เดือน ผมได้ทานแค่สองมื้อคือ มื้อเช้าและเย็น ประมาณ 85% ของเดือน และได้ทำกับข้าวกินเอง โดยเลือกทำเฉพาะอาหารจำพวก ผัก, ไข่และปลา กรรมวิธีในการทำก็ทำแค่ ต้ม และนึ่ง ยกเว้นมีบ้างวันทำไข่เจียวก็จะมีการทอด 

และเกือบทุกวัน ผมจะตื่นตีห้ามาทำกับข้าว และเข้านอน สี่ทุ่ม เป็นประจำแต่ก็ไม่ใช่ทำได้ทุกวัน เนื่องด้วยเหตุปัจจัยบ้างอย่าง 

ประโยชน์ที่เห็นชัดเจนเลยหลังจากปฎิบัติมา 1 เดือน

  1. ประหยัดค่าอาหารไปเยอะ ฮาๆ เพราะกลางวันไม่กิน แถมทำกินเองซะเป็นส่วนใหญ่อีก
  2. มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่ม เพราะได้เวลาในช่วงกลางวันเพิ่มจากที่ต้องเสียเวลาไปนั่งกินข้าว หรือหาของกิน และก็ได้เวลาช่วงเช้าเพิ่มเพราะตื่นตีห้า ก่อนหน้านี้ตื่น 7-8 โมงเช้า
  3. หน้า, หัว และผิว ไม่มันแบบแต่ก่อน ปกติผมจะเป็นคนผิวมัน หน้ามัน หัวมัน มันทั้งตัว -_- ขนาดที่ว่าหน้าหนาวผมไม่เคยผิวแห้งเลย ชอบหน้าหนาวสุด ฮาๆ
  4. สิวก็สงบลงไปเยอะ ต้องยอมรับว่าหน้าผมสิวขึ้นง่ายมาก แต่ยังไม่หายขาด คงเพราะผ่านมาแค่ 1 เดือน
  5. หน้าท้องผมหายเลยครับ แต่ก่อนจะเป็นคนที่ผอม แต่มีพุงออกมา
  6. น้ำหนักเท่าเดิมคือ 55-57 กิโล การกินลดลง แต่น้ำหนักเท่าเดิม อันนี้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ปกติจะกินทุกอย่างที่ขว้างหน้า วันละสี่มื้ออย่างน้อย เพราะตอนนั้นเข้าใจว่าตัวเองกินเท่าไรก็ไม่อ้วน ก็เลยกินหมด

คราวๆ ก็ประมาณนี้ละครับ เดียวทำให้ครบสามเดือนก่อน แล้วเดียวประมาณวันที่ 1 เมษายน 2558 ผมจะมาเขียนรายละเอียดอีกทีว่า สิ่งที่ผมทำคืออะไรไปบ้าง อุปสรรค์เป็นไง ผลดี และเสียมีอะไรบ้าง แต่หากมีข้อสงสัยถามมาได้ครับ จะตอบให้ฟัง จากประสลการณ์จริง อิอิ

 นายแพทย์บุญชัย อิศราพิศิษฐ์ กล่าวว่าเวลาทองแห่งการนอนคือช่วงสี่ทุ่มถึงตีสอง โดยให้ท้องว่างตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็น

ส่วนที่กล่าวมาเรื่องให้ท้องว่างตั้งแต่ 6 โมงเย็น อันนี้ทำไม่ได้ครับ เพราะกว่าผมจะเลิกงานก็ 6 โมงแล้ว T.T ฉะนั้นผมจะกินช่วงเย็นคือ 19.00 น. และช่วงเช้าคือ 7.00-7.30 น. ครับ แต่ถ้าเป็นวันหยุด ผมจะทานเย็นตอนช่วง 16.30-17.00 น.

ขอบคุณครับ

Sun, 02/15/2015 - 11:15

ขอบคุณครับที่กรุณาแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการอดอาหารให้ทราบไม้จะยังไม่ครบกำหนดเดือนเมษายน ผมมีข้อสงสัย 1 ข้อว่าในเมื่อท่านเคยบวชเป็นพระและสามารถฉันเพียงวันละ 1 มื้อ และเห็นข้อดีของการฉันเพียงวันละมื้อ ทำไมจึงอยากทดลองทานอาหารวันละ 2 มื้อ ทำไมไม่ทดลองทานเพียงวันละมื้อ? ส่วนตัวผมกำลังพยายามทดลองทานอาหารวันละ 1 มื้อ อยากแชร์ประสบการณ์มาดังนี้ ปกติผมทานอาหารวันละ 2 มื้อ กลางวันและค่ำ มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็มีอาหารว่างแทรกด้วย 7.00 น ตื่นนอน ยืนทำงาน 12.00 น อาหารกลางวัน ยืนทำงาน 17.00 น อาหารว่าง เช่นขนม หรือขนมปัง 19.30 น วิ่งจ็อกกิ้ง 21.00 น อาหารเย็น 23.00 น ผลไม้ 24.00 น นอน เมื่ออ่านหนังสือ "ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี" ก็อยากลดเหลือเพียงวันละมื้อ จึงเปลี่ยนเวลาอาหารเย็นไปแทนอาหารว่าง และเวลาอาหารเย็นเดิมเปลี่ยนเป็นผลไม้แทน (ไม่กล้าทานผลไม้หลังอาหารเย็นเพราะหลายคนบอกว่าไม่ควรกินอาหารและผลไม้รวมในมื้อเดียวกัน) ตารางเวลาอาหารเปลี่ยนใหม่ดังนี้ 7.00 น ตื่นนอน ยืนทำงาน 12.00 น อาหารกลางวัน ยืนทำงาน 17.30 น อาหารเย็น 19.30 น วิ่งจ็อกกิ้ง 21.00 น ผลไม้ 24.00 น นอน ผมมีปัญหาว่าอยากทดลองงดมื้อเย็น เลยทานมันเทศขนาดหัวย่อมๆ เพียง 1 ชิ้นแทน และน้ำมันมะพร้าวอีก 4 ช้อนโต๊ะ แต่เมื่อไปวิ่งจ็อกกิ้งรู้สึกมึนๆเวียนๆหวิวๆ วิ่งไม่สนุกไม่มันเหมือนที่เคยวิ่งโดยทานอาหารมื้อเย็นมาก่อน หลังจากวิ่งทนหิวแทบไม่ทัน มือไม้สั่นรีบหาอาหารทานแทบ ตกใจกับอาการมากเพราะขนาดรองท้องด้วยมันเทศและน้ำมันมะพร้าวยังรู้สึกแย่ขนาดนี้ ถ้าไม่ทานอะไรเลยแล้วไปวิ่งจ็อกกิ้ง มันจะรู้สึกแย่ขนาดไหน ในฐานะที่ท่านเคยบวชเป็นพระเคยฉันละ 1 มื้อสำเร็จมาแล้ว จึงอยากรบกวนขอคำแนะนำครับ? ขอบคุณครับ

In reply to by สุวัช จตุรานน (not verified)

Sun, 03/01/2015 - 21:32

ผมมีข้อสงสัย 1 ข้อว่าในเมื่อท่านเคยบวชเป็นพระและสามารถฉันเพียงวันละ 1 มื้อ และเห็นข้อดีของการฉันเพียงวันละมื้อ ทำไมจึงอยากทดลองทานอาหารวันละ 2 มื้อ ทำไมไม่ทดลองทานเพียงวันละมื้อ?

เนื่องจากผมลาสิขามาแล้ว 4 ปีกว่า และในระยะเวลาที่ผ่านมาก็กลับมากินแบบเดิมคือ กินตามใจปาก กินทุกอย่าง เพราะคิดว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน ร่างกายมันเลยจำว่าผมต้องกินวันละสี่มื้อ ฉะนั้นถ้าผมจะกลับมากินเพื่อสุขภาพ โดยกินตามหนังสือผมจะต้องทำการลดทีละขั้นก่อนครับ ไม่งั้นถ้าไปกินวันละมื้อเลยกลัวจะช็อกได้ เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน ผมเลยต้องปรับร่างกายโดยการกินวันละ 2 มื่อก่อน

และปัญหาที่ท่านกล่าวมาว่า วิ่งจ๊อกกิ้ง แล้วรู้สึกเวียนๆหวิวๆ วิ่งไม่สนุก ถ้าท่านได้อ่านหนังสือแล้ว นายแพทย์เขาจะไม่มีการออกกำลังกายแบบเป็นกิจลักษณะในการกินหนึ่งมื้อ แต่จะเป็นการแค่เดินไปที่ทำงาน และเดินกลับบ้านเท่านั้น

นั้นหมายความว่า เมื่อท่านลดอาหารลงแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหากิจกรรมอะไรให้มันเผาผลาญอีก เหมือนกับผม ปกติผมจะชอบเตะบอล หรือตีแบต สามถึงสี่ครั้งต่อสัปดาห์อยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อผมมาทานอาหารเหลือวันละสองมือ และงดพวกเนื้อสัตว์ไปเยอะมาก ทำให้ช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ ผมไม่ค่อยมีแรงตีแบต แต่ก็ยังคงตีได้อยู่ ฉะนั้นหลังจากตีแบตผมจะกินน้ำถั่วเหลือง+ธัญพืช (ข้าวโอ็ค, ลูกเกด) เพื่อเป็นการเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายครับ

ซึ่งแน่นอนตอนผมบวช ผมสามารถฉันหนึ่งมื้อได้ เพราะเป็นพระไม่ต้องไปใช้แรงอะไรหนักๆ เลย นานๆ จะมีสักครั้งที่ต้องออกแรงขัดพื้นบ้าง

ขอบคุณครับ

In reply to by snappy

Thu, 03/12/2015 - 16:44

ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยตอบปัญหา จะรออ่านที่ท่านจะมาสรุปเมื่อครบกำหนด 3 เดือนนะครับ

Mon, 05/11/2015 - 11:43

สวัสดีครับ คุณ snappy ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเห็นว่าคุณกำลังปฏิบัติอยู่ ไม่ทราบตอนนี้เป็นยังไงแล้วบ้างครับ

In reply to by ๋Jinnat (not verified)

Mon, 05/11/2015 - 12:19

http://snappytux.com/other/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B9%8C-3-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-2-%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD

ตามนี้เลยครับ

Fri, 07/03/2015 - 03:45

สามีเป็นโรคเบาหวาน
แต่ไม่อยากทานยาทุกวัน
หมอให้ใช้วิธีกินข้าววันเว้นวัน
หรือกิน 24 ชม. ต่อไปอดอีก 24 ชม.
สลับกันไป
วันกินให้กินเต็มที่
วันอดให้ดื่มแต่น้ำเปล่า
หรือชา กาแฟไม่ใส่น้ำตาล
ทำได้สามเดือน
ไม่ต้องทานยาแก้เบาหวานอีกต่อไป
ร่างกายผลิตอินซูลินได้ดี
ไขมันรอบไตหาย
สุขภาพโดยรวมดีขึ้น
วันที่อดร่างกายไม่โหย
ตรงกันข้ามกระฉับกระเฉง
คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากสาเหตุตามที่นายแพทย์ญี่ปุ่นกล่าวไว้

In reply to by darunee (not verified)

Fri, 07/03/2015 - 12:18

ยินดีด้วยครับ เพราะจริงๆ แล้วอย่างที่นายแพทย์ได้กล่าวไว้ คนเราไม่ได้จำเป็นต้องกินตลอด แต่เรากินตลอดกันจนเป็นนิสัยไปแล้ว 

Thu, 07/30/2015 - 10:52

หลังจากที่ปฏิบัติตาม ผลปรากฏว่า ลง มา 2 กิโลค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์ฺ ก่อนที่จะปฏิบัติ หนัก 47.5 ตอนนี้ 45.4 ทราบมาจากรายการย้อนหลังสมาคมเมียจ๋า /นายเเพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ วันที่ 22/07/58 “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” ของนายแพทย์ โยะชิโนะริ นะงุโมะ ก็เลยมาปฎิบัติ ดีใจมากๆ