ศาสนาพุทธสอนความรักอย่างไร?

แฮปปี้วาเลนไทน์เดย์ครับ ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี จะเป็นวันที่ทุกคนจะมอบความรักให้กันและกันเป็นพิเศษไม่ว่าจะพาคนที่เรารักไปทานอาหาร มอบดอกไม้ให้กัน หรือแม้แต่จดทะเบียนสมรสกันในวันนี้เลยทีเดียว

แต่พวกเราชาวพุทธรู้หรือไม่ว่าพระพุทธเจ้านั้นบอกสอนเกี่ยวกับเรื่องความรักของมนุษย์ไว้ว่าอย่างไรบ้าง และรักอย่างไรให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด ?

"รัก" ของเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชา

ขอเริ่มต้นด้วย ความรักของสัตว์ผู้มีอวิชชา (มนุษย์ และสัตว์)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความรักเป็นความร้าย ความรักเป็นสิ่งทารุณและเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชนทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาด้วยแล้วยิ่งเป็นพิษแก่จิตใจทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้นความสุขที่เกิดจากความรักนั้น
เหมือนความสบายของคนป่วยที่ได้กินของแสลงเธอทั้งหลายอย่าพอใจในความรักเลย เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรักหัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่าหวังอะไรให้มากนักจงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้าชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่นซึ่งก่อตัวขึ้นแล้วม้วนเข้าหาฝั่งและแตกกระจายเป็นฟองฝอยจงยืนมองดูชีวิตเหมือนคนผู้ยืนอยู่บนฝั่งมองดูเกลียวในมหาสมุทรฉะนั้น"

ว่าด้วยความรัก 4 แบบ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสความรักไว้ 4 แบบได้น่าสนใจมาก ซึ่งถ้าเราเข้าใจความรักทั้ง 4 แบบนี้เราจะเข้าใจความจริงมากขึ้น

(๑) ความรักเกิดจากความรัก
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ;บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ” ดังนี้;

บุคคลนั้นชื่อว่า
ย่อมทำความรักให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !
อย่างนี้แล เรียกว่า
ความรักเกิดจากความรัก.

(๒) ความเกลียดเกิดจากความรัก
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่พอใจ;บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่พอใจ” ดังนี้;

บุคคลนั้นชื่อว่า
ย่อมทำความเกลียดให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !
อย่างนี้แล เรียกว่า
ความเกลียดเกิดจากความรัก.

(๓) ความรักเกิดจากความเกลียด
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ;บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติ กระทำต่อบุคคลที่เราไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ” ดังนี้;

บุคคลนั้นชื่อว่า
ย่อมทำความรักให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !
อย่างนี้แล เรียกว่า
ความรักเกิดจากความเกลียด.

(๔) ความเกลียดเกิดจากความเกลียด
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ;บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ” ดังนี้;

บุคคลนั้นชื่อว่า
ย่อมทำความเกลียดให้เกิดขึ้นในบุคคลเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !
อย่างนี้แล เรียกว่า
ความเกลียดเกิดจากความเกลียด.

เราจะรักกันไปตลอดทุกชาติภพ?

ถ้าใครต้องการครองรักกันอย่างมีความสุข และอยากให้รักกันไปตลอดทุกชาติ (อย่างกับในละคร -_-) ก็ควรจะปฎิบัติตามนี้นะครับ

“ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองพึงหวังพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน และในสัมปรายภพ ทั้งสองเทียว พึงเป็นผู้
มีศรัทธาเสมอกัน
มีศีลเสมอกัน
มีจาคะเสมอกัน
มีปัญญาเสมอกัน
ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ.
ภรรยาและสามีทั้งสอง เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุกทั้งสองฝ่าย มีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสอง เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก.”

ทุกท้ายขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันวาเลนไทน์เดย์นะครับ

Add new comment