การตอบแทนคุณมารดาบิดาอย่างสูงสุด ตามพุทธวจน

เนื่องในวันแม่แห่งชาติผมจึงนึกขึ้นได้ว่ามีพุทธวจนอยู่บทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับการตอบแทนบุญคุณบิดามารดาของเรา ว่าจริงๆแล้วนั้นการตอบแทนบุญคุณนั้นจะต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าได้เป็นการตอบแทนแบบสูงสุด ผมอยากให้ลองอ่านกันดูครับ

ภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทน ที่ทำได้ไม่ง่ายแก่ท่านทั้งสอง ท่านทั้งสอง นั้นคือใคร ? คือ มารดา ๑ บิดา ๑

 ภิกษุ ทั้งหลาย  "บุตรพึงประคับประคอง มารดา ด้วยบ่าข้างหนึ่งพึงประคับประคอง บิดา ด้วยบ่าข้างหนึ่งเขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติ ท่านทั้งสองนั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการดัด และท่านทั้งสองนั้น พึงถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแหละ"  

ภิกษุ ทั้งหลาย การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า...อันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

 ภิกษุ ทั้งหลาย อนึ่ง"บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติอันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗ ประการมากหมายเช่นนี้" การกระทำกิจอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า...อันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

"เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย"

ส่วนบุตรคนใด...ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ยัง มารดาบิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นใน สีลสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศีล) ยัง มารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นใน จาคสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) ยัง มารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นใน ปัญญาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

 ภิกษุ ทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า... อันบุตรนั้นทำแล้วและทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา.

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘.

เมื่อเราอ่านจบแล้วลองมาวิเคราะห์ดูนะครับว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ายังไงกัน โดยสรุปๆก็คือถึงแม้เราจะตอบแทนพ่อแม่เราด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีขนาดไหนก็ตาม หรือจะให้ทรัพย์สมบัติมากมายขนาดไหนก็ตาม ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นการตอบแทนแล้วแก่บิดามารดา

แล้วอย่างไรละถึงจะเรียกว่าเป็นการตอบแทนบิดามารดาโดยแท้จริง นั้นก็คือสอนให้บิดามารดานั้นมีพร้อมด้วย ศรัทธา ศีล บริจาค และปัญญา ถ้าเรารู้ว่าบิดามารดาเราขาดสิ่งใดไปเราก็บอกกล่าวเพิ่มเติมด้วยสิ่งนั้นๆให้แก่บิดามารดาของตนเอง ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ละ?

เพราะพุทธเจ้าทรงได้มองแล้วว่ากรรมสุดท้ายก็คือ การตาย ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือกันได้ เราตายแทนบิดามารดาไม่ได้ บิดามารดาตายแทนเราไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องสอนให้ท่านรู้จักช่วยตัวเองและสร้างบารมีขึ้นมาเอง

อันนี้ขอเสริมนะครับพอดีนึกขึ้นได้ มีอีกอันที่น่าสนใจมากครับ เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมบิดามารดาถึงเป็นผู้มีพระคุณแก่เรามาก ในเมื่อในปัจจุบันก็มีชายและหญิงที่มีลูกแบบไม่พร้อม พอออกมาก็ทั้งทำร้าย ทุบตี หรือแม้แต่ฆ่าเลยก็มี ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงเรียกได้ว่ามีพระคุณต่อเรา?

คำตอบอยู่ในบทนี้ครับ

"เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย"

เพราะมารดาบิดานั้นได้แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย สังเกตุนะครับพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสว่าแสดงแบบไหน แบบดีหรือแบบไม่ดี? นั้นก็หมายความว่าบิดามารดานั้นให้กำเนิดเรามาแล้วแสดงให้เห็นแล้วว่าโลกนั้นมีทั้งแบบดีและไม่ดีอยู่ครับ หรือพูดง่ายๆก็คือท่านสร้างชีวิตให้เราเกิดมาแล้ว บำรุงเลี้ยงดูถึงจะดีหรือไม่ดีก็ตามเหอะ 

หวังว่าพุทธวัจนบทนี้จะไขความกระจ่างให้ได้บ้างนะครับ สุดท้ายอย่ารักแม่วันที่ 12 สิงหาคม วันเดียวนะครับให้รักท่านทุกวันๆ สาธุ...

1

Add new comment

Thu, 08/11/2016 - 11:52

พยายามแล้วท่านยังไม่สนใจที่จะศึกษาจะทำไงครับ วัดน่ะไป บาตรก็ใส่ แต่ทำตามคนกอ่นๆทำตามกันมา ไม่ได้สนใจแก่นพุทธวจนเลย คิดแค่ว่าไปวัดก็ได้บุญพอแล้ว