การดำรงสมาธิจิตเมื่อถูกเบียดเบียนทางวาจาฉบับพุทธวจน

ใครๆก็คงไม่ชอบการพูด หรือวาจาที่ไม่ค่อยเข้าหูเราซะเท่าไรไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริงก็ตาม มีหลายๆกรณีที่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ ซึ่งในพุทธวจนก็ได้มีการบอกสอนเกี่ยวกับเรื่องจะทำอย่างไรเมื่อเราโดนเบียดเบียนทางวาจา เพราะถ้าเราเกิดโทสะหรือความโกรธเข้าไปขณะนั้นไม่ดีแน่ๆครับ นั้นหมายความว่าเราขาดสติ...

มาลองอ่านพุทธวจนตอนนี้กันครับว่าพระพุทธเจ้าท่านกล่าวสอนเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร

ภิกษุทั้งหลาย ! ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึง

กล่าวหาเธอ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือ :-

๑. กล่าวโดยกาลหรือโดยมิใช่กาล

๒. กล่าวโดยเรื่องจริงหรือโดยเรื่องไม่จริง

๓. กล่าวโดยอ่อนหวานหรือโดยหยาบคาย

๔. กล่าวด้วยเรื่องมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์

๕. กล่าวด้วยมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายใน

 

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนั้น ในกรณีนั้น ๆ

เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่แปรปรวน,

เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป

เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล

มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่,

จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่

และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันเป็นจิตไพบูลย์

ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท

แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง

มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้.

 

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำการสำเนียกอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาสีมา เป็น

สีครั่งบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีแสดบ้าง กล่าวอยู่ว่า

“เราจักเขียนรูปต่าง ๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่”

ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร

บุรุษนั้นจะเขียนรูปต่าง ๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่

ได้แลหรือ ?

“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”

เพราะเหตุไรเล่า ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่าอากาศนี้ เป็นสิ่งที่มีรูป

ไม่ได้ แสดงออกซึ่งรูปไม่ได้ ในอากาศนั้น ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะ

เขียนรูป ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้ รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความ

ลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !”

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ในบรรดา

ทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหา ๕ ประการนั้น

เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใด

ประการหนึ่งอยู่

เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป

เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา

ไม่มีโทสะในภายในอยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยัง

บุคคลนั้นอยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิต

ไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท

แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์

แล้วแลอยู่” ดังนี้.

(คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใคร ๆ จะเขียนให้เป็นรูปปรากฏ

ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น).

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล...

มู. ม. ๑๒/๒๕๔, ๒๕๖/๒๖๗, ๒๖๙.

ก็เป็นอีกหนึ่งพระสูตรที่สอนในเรื่องการรับฟังไว้ดีมาก ยิ่งอ่านเจออุปมาอุปมัยของท่านแล้วโอ้...เห็นภาพเลยครับว่าต้องวางจิตของเราอย่างไร ซึ่งในหลายๆพระสูตรที่ผมได้อ่านมาผมขอชื่นชมพระพุทธเจ้าเลยครับว่า ท่านเป็นคนที่แต่งอุปมาอุปมัยได้โดนจริงๆครับ กล่าวคือในตัวอุปมาอุปมัยที่สอนมาทำให้เราเห็นภาพในแต่ละพระสูตรนั้นๆเลยทีเดียว...

ปล.ศึกษาพุทธวจนวันละนิดจิตแจ่มใส :)

thank : https://www.facebook.com/note.php?note_id=134941979920693

Add new comment